โฮมพลัส จัดเต็มทุกเรื่องบ้าน
043-761599

บทความและคำแนะนำ - หน้า 2

รวมบทความและคำแนะนำเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง การตกแต่งบ้าน และการดูแลรักษาบ้าน

แสดงบทความ 13 - 24 จากทั้งหมด 129 บทความ (หน้า 2 จาก 11 หน้า)
ประเภทของประแจ - ดำรงค์โฮมพลัส

ประเภทของประแจ

หมวดหมู่: บทความ

ประแจคืออะไร?


ประแจคือเครื่องมือสำหรับจับ–ขัน–คลายน็อต/โบลต์และอุปกรณ์ยึดต่าง ๆ ให้แน่นพอดี ช่วยถ่ายแรงบิด (Torque) ได้ปลอดภัยและแม่นยำ วัสดุที่นิยมคือเหล็กกล้าโครม-วานาเดียม (CR-V) ที่แข็งแรง ทนสึก และกันสนิม เคลือบผิวโครม/ซาตินเพื่อทำความสะอาดง่าย เหมาะทั้งงานติดตั้งในบ้าน งานซ่อมบำรุง และงานช่างมืออาชีพ


1. ประแจปากตาย (Open-End Wrench)

ปลายทั้งสองด้านเป็นรูปตัว U คนละไซซ์ เหมาะงานที่ต้องสอดเข้าพื้นที่แคบ หมุนได้รวดเร็ว แต่หน้าสัมผัสรับแรง 2 ด้าน จึงควรใช้กับงานที่ไม่ต้องออกแรงมาก



2. ประแจแหวน (Box-End Wrench)

หัววงแหวนครอบหัวน็อตเต็มเหลี่ยม รับแรงได้ดีมาก เหมาะขัน/คลายที่ต้องใช้แรงสูง ลดโอกาสบาดหน้าเหลี่ยม


3. ประแจแหวนข้างปากตาย (Combination Wrench)

ด้านหนึ่งแหวน อีกด้านปากตาย ไซซ์เดียวกันทั้งสองด้าน เป็นตัว “ครอบจักรวาล” สำหรับช่างและงานบ้าน


4. ประแจด้ามสั้น (Stubby Wrench)

รุ่นสั้นกว่าปกติ ใช้ในพื้นที่อับ/ใต้อุปกรณ์ มีทั้งแบบปากตาย–แหวน หรือแบบปรับได้ (ช่วยเข้าพื้นที่ได้ แต่แรงงัดน้อยกว่า)


5. ประแจค้อน (Hammer Wrench / Striking Wrench)

ตัวสั้น หนา หนัก ใช้กับค้อนทุบที่หูประแจเพื่อส่งแรงบิดสูง มักเจองานอุตสาหกรรม หน้าจาน/หน้าแปลน หรือสลักเกลียวขนาดใหญ่


6. ประแจเลื่อน (Adjustable Wrench / ประแจวงเดือน)

ปรับปากได้ด้วยสกรูในตัว หนึ่งอันใช้แทนน็อตหลายไซซ์ เหมาะพกติดกล่องเครื่องมือ (ควรตั้งปากให้ฟิต และออกแรงด้านคอประแจเพื่อลดสึก)

7. ประแจหกเหลี่ยม/แอล (Hex/Allen Key)

แท่งหกเหลี่ยมรูปตัว L สำหรับสกรูหัวหลุมหกเหลี่ยม มีทั้งชุดสั้น–ยาว–บอลเอ็น

8. ประแจหัวทอร์กซ์ (Torx Key)

หน้าตาคล้ายอัลเลน แต่หัวเป็นดาว Torx ใช้กับสกรู Torx ที่กันลื่นได้ดี

9. ประแจถอดล้อนรถ (Lug Wrench/Cross Wrench)

แบบกากบาท ปลาย 4 ด้านคนละไซซ์ ใช้กับน็อตล้อรถยนต์ ให้แรงงัดดี

10. ประแจถอดกรองน้ำมันเครื่อง (Oil Filter Wrench)

ชนิดสายรัด/โซ่/ฝาครอบ ใช้จับและคลายกรองน้ำมันเครื่องได้สะดวก

11. ประแจท่อ (Pipe Wrench / ประแจคอม้า)

ขากรรไกรมีฟัน กัดกับท่อ/ชิ้นงานกลม ปรับขนาดได้ เหมาะงานประปา ไม่ควร ใช้กับหัวน็อตเหลี่ยม (จะทำให้บาดหัวน็อต)

12. ประแจแหวนฟรี (Ratcheting Wrench)

แหวนเป็นวงล้อ ไม่ต้องยกออกทุกจังหวะ หมุนต่อเนื่องได้ เลือกจำนวนฟัน 72/90 ฟันเพื่อมุมปัดน้อย ทำงานไวในที่แคบ

13. ประแจปอนด์ (Torque Wrench)

ตั้งค่าแรงบิดตามสเปกผู้ผลิตชิ้นงาน ป้องกันขันแน่น/หลวมเกินไป มีทั้งแบบคลิก/แบบสเกล/ดิจิทัล

14. คีมคอม้า (Water Pump Pliers / Pliers Wrench)

แม้จะเป็น “คีม” ไม่ใช่ประแจ แต่ถูกหยิบใช้แทนบ่อย ปรับระยะได้หลายตำแหน่ง จับงานรูปทรงต่าง ๆ ได้ดี (หลีกเลี่ยงการกัดหัวน็อตตกแต่ง)


สอบถาม/สั่งซื้อได้ที่:

ดำรงค์โฮมพลัส (โกสุมพิสัย มหาสารคาม)

เว็บไซต์: www.drhome.plus | Facebook: damronghomeplus

LINE: https://lin.ee/owsFVCn | โทร: 043-761-599, 043-761-855

เปิดทุกวัน 08:00–17:00 น.


อ่านเพิ่มเติม
ปรับท่านั่งทำงานที่ถูกหลักการยศาสตร์  และการเลือก เก้าอี้ออฟฟิศ ที่เหมาะสม - ดำรงค์โฮมพลัส

ปรับท่านั่งทำงานที่ถูกหลักการยศาสตร์ และการเลือก เก้าอี้ออฟฟิศ ที่เหมาะสม

หมวดหมู่: บทความ

บอกลาอาการปวดหลังเรื้อรัง: คู่มือปรับท่านั่งทำงานที่ถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) และการเลือกเก้าอี้ออฟฟิศที่เหมาะสม
เมื่อ "การนั่ง" กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่น่ากลัว


ในยุคดิจิทัลที่ชีวิตการทำงานผูกติดกับหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างแยกไม่ออก อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดไหล่ ได้กลายเป็นความท้าทายด้านสุขภาพอันดับต้นๆ ของคนวัยทำงาน และมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาการที่เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหานี้หนีไม่พ้น ท่านั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง เป็นเวลานาน


ข้อมูลทางกายวิภาคชี้ให้เห็นว่า การนั่งทำงานต่อเนื่องทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อและส่งผลให้มีแรงกด (load) ไปลงที่กระดูกสันหลังสูงกว่าท่ายืน เพราะเมื่อเรานั่งนาน ฐานในการรับน้ำหนักตัวจะลดลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักเกินกว่าปกติเพื่อพยุงลำตัว ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทางการนั่งที่ไม่เหมาะสม เช่น การโน้มตัวไปข้างหน้าจนหลังงอ หรือการแอ่นหลังมากเกินไป ยังเป็นการเพิ่มแรงกดโดยตรงต่อหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่าง (Lumbar Spine) ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้


หากเรายังคงละเลยอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเป็นเรื้อรัง ความเสื่อมของกระดูกและเส้นเอ็นอาจขยายตัว นำไปสู่ภาวะร้ายแรง เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) ซึ่งเบียดหรือกดทับเส้นประสาท ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัย การยศาสตร์ (Ergonomics) หรือวิทยาการทำงานที่ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เข้ากับสรีระของเรา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกในระยะยาว


3 เสาหลักของการนั่งทำงานที่ถูกหลักการยศาสตร์


ท่านั่งทำงานที่ถูกหลักการยศาสตร์ คือการจัดสรีระร่างกายให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เพื่อรักษาแนวโค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลัง (Neutral Posture) การปรับท่าทางที่เหมาะสมจะส่งผลดีต่อทุกส่วนของร่างกาย ดังนี้:


1. การรองรับลำตัวและกระดูกสันหลัง (แกนกลางที่สำคัญที่สุด)


แกนหลักของท่านั่งที่ถูกต้องคือการจัดแนวหลังส่วนล่าง คุณควรพิงหลังกับพนักเก้าอี้ให้เต็มที่ ไม่ควรโน้มตัวไปข้างหน้าจนหลังงอ หรือแอ่นหลังมากเกินไป เพราะการนั่งตัวตรง หลังไม่ค่อม ไหล่ไม่ห่อ และคอตรง จะช่วยให้การกระจายน้ำหนักเป็นไปอย่างสมดุล


เพื่อให้นั่งได้สบายและถูกหลักการยศาสตร์ เก้าอี้ที่ดีจึงต้องมีอุปกรณ์รองรับหลังส่วนล่าง (Lumbar Support) ที่ปรับระดับให้โค้งรับกับความเว้าของหลังอย่างสมดุลที่สุด การรองรับที่เหมาะสมนี้จะช่วยลดแรงกดที่สะสมบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. ตำแหน่งของไหล่ แขน และศีรษะ


ปัญหาปวดคอ ปวดบ่า และปวดไหล่ มักเกิดจากการเกร็งไหล่เป็นเวลานาน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คุณต้องผ่อนคลายไหล่ ไม่ยกหรือห่อเข้าหากัน ในขณะเดียวกัน ข้อศอกควรตั้งฉากที่ 90 องศา โดยที่แขนท่อนล่างวางขนานกับโต๊ะเมื่อใช้เมาส์และคีย์บอร์ด ตำแหน่งนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อไหล่ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์


สำหรับศีรษะและคอ ควรตั้งตรงโดยรักษาแนวสายตาให้ขนานกับพื้นให้มากที่สุด ซึ่งทำได้โดยการปรับระดับจอภาพให้ขอบบนของจออยู่ในระดับสายตา เพื่อป้องกันการก้มคอ (Forward Head Posture) ซึ่งเพิ่มภาระน้ำหนักของศีรษะต่อกระดูกสันหลังส่วนคออย่างมาก


3. การวางขาและเท้าที่เป็นฐานมั่นคง

ระดับความสูงของเก้าอี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณควรปรับเก้าอี้ให้หัวเข่าอยู่ในระดับเดียวกับข้อสะโพก หรือต่ำกว่าเล็กน้อย การรักษาระดับนี้จะช่วยกระจายการรับน้ำหนักผ่านกระดูกเชิงกรานและกระดูกก้นกบอย่างเหมาะสม


นอกจากนี้ ข้อเท้าควรวางราบกับพื้นในระดับ 90 องศา หากความสูงของเก้าอี้ทำให้เท้าลอย คุณไม่ควรปล่อยให้เท้าแขวนลอย แต่ควรใช้ที่รองเท้า (Footrest) มารองรับ เพื่อป้องกันการตึงตัวของกล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า


การเลือกและการตั้งค่าอุปกรณ์: ลงทุนใน "เก้าอี้ออฟฟิศ" ที่เหมาะสม


ท่านั่งที่ถูกหลักการยศาสตร์ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดอุปกรณ์ที่สามารถปรับให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ ดังนั้น การเลือกเก้าอี้สุขภาพที่ดีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า


คุณสมบัติของเก้าอี้ Ergonomics ที่ดี:


1. พนักรองหลังส่วนล่าง (Lumbar Support): นี่คือหัวใจสำคัญของเก้าอี้สุขภาพ โดยควรปรับระดับความสูงได้อย่างอิสระ เพื่อให้ตรงกับส่วนเว้าของหลังส่วนล่างของผู้ใช้งานแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

2. ที่พักแขนปรับระดับได้ (3D Armrest): ที่พักแขนที่ดีควรสามารถปรับความสูง, องศาเข้า-ออก, และเลื่อนหน้า-หลังได้ หน้าที่ของมันคือการรองรับแขนท่อนล่างจนถึงข้อศอกให้อยู่ในระนาบเดียวกับโต๊ะ เพื่อผ่อนคลายไหล่

3. ความลึกของเบาะ (Seat Depth): เบาะควรสามารถเลื่อนสไลด์ (Seat Pan Slide) เพื่อปรับความลึกให้เหมาะสมกับความยาวของต้นขา การปรับที่เหมาะสมจะช่วยให้มีช่องว่างเล็กน้อยระหว่างขอบเบาะกับด้านหลังเข่า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดต่อการไหลเวียนของเลือดที่ขา

4. พนักพิงรองคอ (Adjustable Headrest): ต้องปรับระดับความสูงและองศาได้ เพื่อช่วยพยุงและรักษาแนวศีรษะให้ตั้งตรงที่สุด


นอกจากเก้าอี้แล้ว การจัดโต๊ะทำงาน ก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรวางเมาส์และคีย์บอร์ดใน โซนที่ 1 (Primary Zone) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องยกข้อศอก และสำหรับผู้ที่ใช้แล็ปท็อป (Laptop) ควรใช้แท่นวางเพื่อยกระดับหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตา และต่อคีย์บอร์ดและเมาส์ภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการก้มคอที่ทำให้ปวดหลังส่วนบน


การเคลื่อนไหวคือยาอายุวัฒน์


แม้ว่าเราจะปรับสภาพแวดล้อม (Passive Ergonomics) ได้ดีเพียงใด แต่การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานเกินไปก็ยังคงเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม เราจึงต้องเสริมด้วย การยศาสตร์เชิงรุก (Active Ergonomics) คือการบริหารจัดการพฤติกรรมการเคลื่อนไหว


วินัยการเคลื่อนไหวและการหยุดพัก


หลักการปฏิบัติที่แนะนำคือ กฎ 50/10 คือการไม่นั่งทำงานต่อเนื่องเกิน 50 นาที และควรหยุดพักเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมองเป็นเวลา 10–15 นาที การหยุดพักนี้ควรรวมถึงการลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดิน หรือเปลี่ยนอริยาบถ

นอกจากนี้ อย่าลืมใช้ กฎ 20-20-20 เพื่อพักสายตา: ทุก 20 นาที ให้มองวัตถุที่ห่างออกไป 20 ฟุตเป็นเวลา 20 วินาที เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าทางสายตาจากการจ้องจอ


การบริหารร่างกายและการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ


การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด เช่น กล้ามเนื้อก้มคอชั้นลึก และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยให้เราสามารถรักษาท่าทางที่ถูกต้องไว้ได้นานขึ้นและเพิ่มความทนทานต่อการทำงานต่อเนื่อง


การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) เป็นประจำก่อน ระหว่าง และหลังการทำงานในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เช่น ท่ายืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างโดยการนอนราบบนเสื่อ งอเข่าแล้วใช้มือกอดใต้เข่าดึงเข่าเข้าหาอก หรือท่ายืดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างโดยการเหยียดแขนไปด้านหน้าแล้วกดฝ่ามือลงเพื่อคลายความตึง


อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งเก้าอี้ออฟฟิศเป็นภาวะที่สามารถจัดการและป้องกันได้ผ่านการบูรณาการหลักการยศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมีกุญแจสำคัญคือการปรับสภาพแวดล้อม (เก้าอี้และโต๊ะ) ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยในการลุกขึ้นพักและการเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง


อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดหลังเป็นต่อเนื่องเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ หรือมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น หรือมีอาการน่ากังวลร่วมด้วย เช่น ปวดร้าว ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นที่แขนหรือขา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง คุณไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง หรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อเข้ารับการตรวจประเมิน วินิจฉัย และกำหนดแผนการรักษาหรือกายภาพบำบัด ก่อนที่อาการจะทวีความรุนแรงขึ้น


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.



อ่านเพิ่มเติม
โต๊ะหมู่บูชา ศิลปะแห่งศรัทธา บูชาอย่างไรให้เสริมโชคลาภ - ดำรงค์โฮมพลัส

โต๊ะหมู่บูชา ศิลปะแห่งศรัทธา บูชาอย่างไรให้เสริมโชคลาภ

หมวดหมู่: บทความ

แสงเช้าเล็มผ่านริมผ้าม่าน กลิ่นดอกไม้สดที่เพิ่งเปลี่ยนยังฉ่ำอยู่บนพาน เสียงไม้ขีดเสียดกับก้านก่อไฟค่อย ๆ ดังขึ้น ก่อนที่เปลวเทียนเล็กจะตั้งสว่าง นี่คือพิธีกรรมสั้น ๆ ที่หลายบ้านทำเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับใครอีกหลายคน มุมเล็ก ๆ ตรงนี้คือหัวใจของบ้าน — โต๊ะหมู่บูชา ไม่ได้เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ หากคือที่ตั้งของใจและความหมายของคำว่า “อยู่ร่วมกันอย่างสงบ”


ในวัฒนธรรมไทย โต๊ะหมู่บูชา (Toh Moo Bucha) เปรียบเหมือนเสาหลักที่ค้ำจุนทั้งศรัทธาและความเรียบร้อยของบ้าน การจัดวางจึงไม่ใช่แค่สวยหรือไม่สวย แต่เป็น ศิลปะของพิธี ที่ผสานทั้งความเข้าใจเรื่องลำดับชั้นทางจิตวิญญาณกับสามัญสำนึกเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย เราไม่ได้จัดเพราะกลัวสิ่งไม่ดี หากจัดเพราะอยากให้ทุกเช้าเราได้เห็น “ระเบียบของใจ” ก่อนออกไปพบความวุ่นวายข้างนอก


หัวใจของการจัดโต๊ะหมู่คือ “ลำดับ” องค์พระประธานควรอยู่ตำแหน่งสูงสุดและเป็นศูนย์กลาง เหตุผลไม่ใช่เพียงความเคารพ แต่เป็นการให้สัญญะกับสายตาและจิตใจว่า สิ่งนี้คือหลักให้เราเทียบริมใจในทุกวัน ถัดลงมาจึงเป็นพระอรหันต์หรืออัครสาวก แล้วจึงตามด้วยรูปเหมือนพระอริยสงฆ์หรือพระเกจิอาจารย์ ซึ่งตามธรรมเนียมนิยมเริ่มจัดจากฝั่งซ้ายขององค์พระ (ฝั่งขวาของผู้บูชา) ไล่เรียงตามสมณศักดิ์ ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ภาพบรรพบุรุษ หรืออัฐิ ควรอยู่ตำแหน่งต่ำลงและแยกให้ถ่อมสงบ ลำดับนี้ไม่ได้บอกว่าใครสำคัญกว่าใคร หากเป็นการวางโครงให้บ้านทั้งหลังได้ “หายใจ” อย่างเป็นจังหวะเดียวกัน


เมื่อเข้าใจลำดับแล้ว คำถามถัดมาคือ “ควรเลือกชุดโต๊ะแบบไหนดี” บ้านพื้นที่จำกัดอาจเริ่มที่ หมู่ 5 ซึ่งครบองค์ประกอบพื้นฐานและไม่กินที่ บ้านที่อยากได้ความสมบูรณ์ขึ้นนิยม หมู่ 7 เพราะสมดุลทั้งพิธีการและพื้นที่ ส่วนใครที่ต้องการความเต็มรูปแบบและรองรับองค์พระหลายองค์ หมู่ 9 คือคำตอบ ทั้งหมดนี้ไม่มีสูตรตายตัว สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างขนาดหน้าตักพระกับ “หน้าโต๊ะ” (ความกว้างของโต๊ะย่อย) เช่น “หมู่ 9 หน้า 7” หมายถึงมีโต๊ะย่อย 9 ตัว แต่ละตัวกว้าง 7 นิ้ว หากหน้าตักพระใหญ่ขึ้น หน้าโต๊ะก็ควรกว้างขึ้นเพื่อให้วางเครื่องบูชาได้อย่างพอดี ไม่แออัด และหยิบจับสะดวก


ส่วนตำแหน่งตั้งโต๊ะนั้น หลายบ้านเลือกยึดหลักเลี่ยงจุดที่ทำให้ใจไม่นิ่ง โดยอาศัยความเชื่อและประสบการณ์ร่วมของการอยู่อาศัย เช่น ไม่ตั้งหันหน้าเข้าห้องน้ำหรือชิดสุขภัณฑ์ เพราะบ้านที่ดีควรแยกพื้นที่สะอาดทางพิธีออกจากพื้นที่ใช้งานส่วนตัว ไม่วางใต้คานที่กดสายตา ไม่ตั้งชนกับประตูหลักหรือปลายบันไดที่มีการเคลื่อนไหวแรง และเว้นระยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการสั่นสะเทือน เพื่อให้มุมบูชายังคงนิ่ง เงียบ และปลอดภัย หากจำเป็นต้องตั้งในห้องนอน ก็กั้นฉากให้เป็นสัดส่วนและรักษาความเรียบร้อย สาระสำคัญไม่ใช่การกลัวอัปมงคล หากคือการรู้เท่าทัน “บรรยากาศ” ที่จะช่วยให้ใจตั้งมั่นง่ายขึ้น


พิธีกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้มุมนี้มีชีวิตเริ่มจากลำดับการจุดไฟบูชา: เทียนด้านซ้ายของผู้บูชาก่อน ตามด้วยเทียนด้านขวา แล้วจึงจุดธูป ลำดับที่ดูเรียบง่ายนี้ช่วยฝึกความตั้งใจ รู้ว่าขณะนี้เรากำลังทำสิ่งใดอยู่ จากนั้นคือการดูแลความสะอาด เปลี่ยนน้ำและดอกไม้ให้สดเสมอ เช็ดถูฝุ่นแต่เบามือ โดยเฉพาะหากเป็นงานฝีมือแบบลายรดน้ำ ลงรักปิดทอง ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดตรงและความชื้นสูง ตรวจความมั่นคงของโต๊ะและผนังยึดเป็นระยะ ๆ เพื่อให้การกราบไหว้ปลอดภัยและสบายใจ


เรื่องวัสดุและสไตล์ก็สะท้อนบุคลิกของบ้านได้ดี ไม้สักหรือไม้เนื้อแข็งให้ความรู้สึกหนักแน่นและยืนยาว ไม้ยางพาราอบแห้งหรือผิวเมลามีนดูแลง่าย น้ำหนักเบา ถ้าชอบบรรยากาศพิธีการ งานลงรักปิดทองหรือลายรดน้ำช่วยเติมความสง่า แต่ถ้าบ้านเป็นสไตล์โมเดิร์น โทนไม้ธรรมชาติ วอลนัต หรือดำ–ทอง ก็ช่วยให้มุมบูชาดูร่วมสมัยโดยยังคงความสำรวม สิ่งที่ควรคิดเสมอคือสัดส่วนและระดับสายตา เวลาคุกเข่าหรือหมอบกราบควรมองเห็นองค์พระได้ชัดโดยไม่ต้องเงยหรือก้มเกินไป


บางบ้านชอบประดับมาก บางบ้านชอบว่างโล่ง ไม่มีผิดถูก ตราบใดที่มุมนี้ช่วยให้เราหยุดนิ่งได้สักครู่ในแต่ละวัน ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ก่อนเลือกของ—เราจะยกมือไหว้ที่นี่ทุกเช้าไหม เราจะรักษาให้สะอาดและสดใหม่ได้สม่ำเสมอหรือเปล่า หากคำตอบคือใช่ ไม่ว่าชุดจะใหญ่หรือเล็ก มุมนี้ก็จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ของมันเอง


ท้ายที่สุด โต๊ะหมู่บูชาคือกระจกเงาเล็ก ๆ ของชีวิตครอบครัว วันที่เราใจร้อน โต๊ะอาจรก วันที่เราสงบ พื้นที่นี้ก็มักเรียบร้อย พอเราจัดใหม่ให้เป็นระเบียบ เรามักพบว่าความคิดก็กลับมาเป็นระเบียบตามไปด้วย และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “ความเป็นสิริมงคล” — ไม่ใช่สิ่งลี้ลับจากที่ไหน แต่คือความสงบที่เราสร้างขึ้นได้ทุกวันจากการดูแลมุมเล็ก ๆ ในบ้านให้เรียบง่ายและพอดี


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.





อ่านเพิ่มเติม
การเลือกซื้อเตียงนอน - ดำรงค์โฮมพลัส

การเลือกซื้อเตียงนอน

หมวดหมู่: บทความ

การเลือกซื้อเตียงนอนที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพการนอนที่เหนือกว่า
การตัดสินใจเลือกซื้อ เตียงนอน ครั้งใหม่ ไม่ใช่เพียงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว เพราะที่นอนมีบทบาทสำคัญโดยตรงต่อการฟื้นฟูร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อย และรักษาแนวกระดูกสันหลังให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ดังนั้น การเลือกชุดเครื่องนอนที่เหมาะสมที่สุดจึงต้องพิจารณาอย่างพิถีพิถันทั้งในด้านขนาด โครงสร้าง และวัสดุของที่นอน
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดขนาดที่ใช่ เพื่อพื้นที่ที่สมบูรณ์แบบ


ปัจจัยแรกในการเริ่มต้นคือการประเมินขนาดเตียงให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องนอนและพฤติกรรมการนอนหลับของคุณ การมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการพลิกตัวถือเป็นหัวใจสำคัญของ การเลือกซื้อเตียงนอน ที่มีคุณภาพ


ขนาดมาตรฐานในประเทศไทย ที่เราคุ้นเคยกันแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก:


• Single Size (3.5 ฟุต): เหมาะสำหรับผู้ที่นอนคนเดียว หรือห้องนอนที่มีพื้นที่จำกัด เช่น ห้องพักในหอพัก

• Queen Size (5 ฟุต): เป็นขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เหมาะสำหรับคู่รัก หรือครอบครัวขนาดเล็ก (พ่อแม่และลูกเล็กหนึ่งคน) ที่ต้องการพื้นที่กว้างพอสมควร

• King Size (6 ฟุต): มอบความสบายสูงสุด เหมาะสำหรับห้องนอนที่มีพื้นที่กว้างขวาง คู่รักที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวสูง หรือครอบครัวที่อาจมีผู้นอนรวมกัน 3-4 คน


ข้อควรระวังสำคัญ:


หากคุณวางแผนจะซื้อที่นอนหรือเครื่องนอนจากแบรนด์นำเข้า ควรตรวจสอบขนาดเป็นหน่วยเซนติเมตรเสมอ เพราะขนาดมาตรฐานของไทย (เช่น King Size: 182 x 198 ซม.) แตกต่างจากมาตรฐานของอเมริกาและยุโรปอย่างชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาที่นอนไม่พอดีกับ โครงเตียง ได้


ขั้นตอนที่ 2: พิจารณาโครงสร้างเตียง: เหล็กหรือไม้ดี?


โครงเตียง ทำหน้าที่เป็นฐานรากที่มั่นคงของระบบการนอนหลับ การเลือกวัสดุจึงส่งผลโดยตรงต่อความทนทานและอายุการใช้งานของเตียง


• โครงเตียงเหล็ก (Steel Bed): โดดเด่นในเรื่องความทนทานเชิงโครงสร้างและความคุ้มค่า โครงเหล็กสามารถรับน้ำหนักได้ดีเยี่ยมและไม่แตกหักง่ายจากการใช้งานหนัก

นอกจากนี้ ยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากปลวกหรือความชื้น และมีน้ำหนักเบา ทำให้การเคลื่อนย้ายหรือจัดห้องใหม่ทำได้ง่ายกว่ามาก เพื่อให้ได้ความแข็งแรงสูงสุด ควรมองหาโครงเตียงเหล็กที่ผ่านการเคลือบป้องกันสนิมและทำสีแบบ Powder Coating


• โครงเตียงไม้จริง (Solid Wood Bed): มอบสัมผัสที่อบอุ่นและมีลวดลายสวยงามตามธรรมชาติ เหมาะกับการตกแต่งสไตล์คลาสสิก

อย่างไรก็ตาม เตียงไม้จริงมักมีราคาสูงที่สุด มีน้ำหนักมาก ทำให้เคลื่อนย้ายยาก และที่สำคัญที่สุดคือมีความเสี่ยงต่อปัญหาปลวก แมลง และความเสียหายจากความชื้น หากเลือกไม้จริง คุณจะต้องพร้อมสำหรับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ


• ไม้สังเคราะห์ (MDF/Particle Board): เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุด แต่มีความทนทานต่อน้ำและความชื้นต่ำมาก ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานหนักหรือในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เนื่องจากอาจทำให้โครงสร้างเสียหายหรือบวมพองได้ง่าย


ขั้นตอนที่ 3: ระบบรองรับที่นอนและการระบายอากาศ


ฐานรองที่นอน ไม่ว่าจะเป็นฐานกล่องทึบ หรือฐานระแนง ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและสุขอนามัยของที่นอน ฐานรองที่ดีต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับน้ำหนักรวมทั้งหมด และต้องช่วยเสริมการระบายอากาศภายใต้ที่นอน


• ฐานเตียงทึบ (Platform): เหมาะสำหรับที่นอนที่ต้องการการรองรับเต็มพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ที่นอนยางพารา หรือโฟมความหนาแน่นสูง

• ฐานเตียงระแนง (Slats): การใช้ระแนงสปริงหรือแผ่นตาข่ายโลหะ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศใต้ที่นอน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับที่นอนบางประเภท (เช่น ที่นอนโฟม) ที่อาจกักเก็บความร้อนและเสี่ยงต่อการสะสมความชื้น หากห้องของคุณมีพื้นที่จำกัด การเลือกฐานเตียงแบบมีลิ้นชัก (Storage Base) ก็เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในการเพิ่มพื้นที่เก็บของ


ขั้นตอนที่ 4: การเลือกที่นอนตามหลักสรีรศาสตร์


ที่นอนเพื่อสุขภาพ ที่ดีที่สุดคือที่นอนที่สอดคล้องกับท่านอนและน้ำหนักตัวของคุณ เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่เป็นธรรมชาติ


A. การเลือกตามระดับความแน่น


คนนอนหงาย (Back Sleepers): ควรเลือกที่นอนที่มีระดับความแน่น แน่น (Firm) เพื่อให้การรองรับหลังส่วนล่างที่ดี และป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังแอ่น

คนนอนตะแคง (Side Sleepers): เหมาะกับที่นอนที่มีระดับความแน่น แน่นปานกลางถึงแน่น โดยต้องมีจุดรับน้ำหนักที่ยืดหยุ่นพอสมควร เพื่อให้ไหล่และสะโพกสามารถจมลงไปในที่นอนได้เล็กน้อย ทำให้กระดูกสันหลังเป็นแนวตรง

ผู้มีน้ำหนักตัวมาก: ควรเลือกที่นอนที่เน้นคุณสมบัติ แน่นและเด้ง (Firm and Responsive) และหลีกเลี่ยงที่นอนที่นุ่มจนยุบเป็นแอ่ง การเลือกที่นอนที่คืนตัวไวจะช่วยให้การพลิกตัวและการลุกออกจากเตียงทำได้สะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงต่ออาการปวดหลัง


B. ที่นอนสำหรับผู้นอนร่วม


สำหรับคู่รักที่นอนเตียง Queen Size หรือ King Size ปัญหาการตื่นกลางดึกจากแรงสั่นสะเทือนเมื่อคนข้างๆ พลิกตัวมักเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย

ที่นอนพ็อกเก็ตสปริง (Pocket Spring) คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับปัญหานี้ เพราะแต่ละสปริงทำงานเป็นอิสระจากกัน ทำให้มีคุณสมบัติในการ แยกการเคลื่อนไหว (Motion Isolation) สูง ช่วยให้คุณและคู่นอนสามารถหลับได้อย่างต่อเนื่องตลอดคืนโดยไม่ถูกรบกวน ที่นอนพ็อกเก็ตสปริงคุณภาพสูง มักมีการเสริมด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น ยางพาราแท้ หรือคูลเจลเมมโมรี่โฟม เพื่อเพิ่มความสบายและการรองรับที่ดีขึ้น


อย่าลืมขั้นตอนสุดท้าย—การทดลองนอน


หลังจากที่คุณได้วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคและสรีรศาสตร์ทั้งหมดแล้ว อย่าลืมขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การทดลองนอนด้วยตนเอง การไปทดลองนอนบนที่นอนที่คุณสนใจอย่างน้อย 10-15 นาที ในท่าทางที่คุณนอนเป็นประจำ จะช่วยให้คุณประเมินความรู้สึกขณะพลิกตัว ลุกนั่ง และการกระจายน้ำหนักของที่นอนได้อย่างแท้จริง เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนใน


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
โต๊ะอาหาร: ศูนย์กลางของบ้าน ที่มากกว่าการกินข้าว - ดำรงค์โฮมพลัส

โต๊ะอาหาร: ศูนย์กลางของบ้าน ที่มากกว่าการกินข้าว

หมวดหมู่: บทความ

ลองนึกภาพ... กลิ่นแกงหอมกรุ่นลอยอบอวล เสียงหัวเราะของลูกหลานดังรอบโต๊ะ ทุกคนเล่าเรื่องราวที่เจอมาตลอดทั้งวัน “วันนี้แม่เจอลูกค้าขาประจำ” “พ่อได้งานใหม่มา” “หนูสอบผ่านแล้ว!” โต๊ะอาหาร จึงไม่ใช่แค่ที่วางจานกับช้อน แต่คือ หัวใจของครอบครัว


ทำไมโต๊ะอาหารถึงสำคัญ


  • • เป็น พื้นที่สร้างความสัมพันธ์: การกินข้าวพร้อมหน้ากันทำให้ครอบครัวใกล้ชิดและเข้าใจกันมากขึ้น
  • • เป็น พื้นที่หลากบทบาท: ทั้งทำการบ้าน ประชุมเล็ก ๆ หรือแม้แต่เป็นมุมกาแฟยามเช้า
  • • เป็น สัญลักษณ์ของความอบอุ่นและความมั่งคั่ง ตามความเชื่อฮวงจุ้ย


เลือกรูปทรงให้เหมาะกับครอบครัว


  • • โต๊ะกลม: สื่อถึงความเท่าเทียม ทุกคนเห็นหน้ากันชัด คุยกันได้ลื่นไหล เหมาะสำหรับครอบครัวเล็ก
  • • โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า: ใช้งานได้จริง รองรับคนเยอะ จัดวางเข้ามุมง่าย
  • • โต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัส: กระทัดรัด เหมาะกับคอนโดหรือพื้นที่จำกัด
  • • โต๊ะวงรี: ดีไซน์ทันสมัย ประหยัดพื้นที่ แต่ยังคงความใกล้ชิด


วัสดุที่ใช่สำหรับคุณ


  • • ไม้แท้: อบอุ่น ทนทาน ดูแลได้ง่าย (เหมาะกับบ้านที่อยากได้ความเป็นธรรมชาติ)
  • • หินอ่อน: หรูหรา สวยคลาสสิก แต่ต้องดูแลเรื่องคราบ
  • • กระจก: โปร่ง เบา ทำให้ห้องดูกว้าง เหมาะกับห้องเล็ก
  • • โลหะ: แข็งแรง ทนทาน สไตล์ลอฟท์อินดัสเทรียล


เคล็ดลับการเลือกโต๊ะอาหาร


✔ • เว้นพื้นที่รอบโต๊ะอย่างน้อย 1.25 เมตร เพื่อเดินได้สะดวก

✔ • ความสูงมาตรฐานโต๊ะอาหาร 75 ซม. เก้าอี้ 43–48 ซม.

✔ • ตรวจสอบให้มีระยะห่างระหว่างเก้าอี้กับใต้โต๊ะ 25–30 ซม. จะนั่งสบายที่สุด

✔ • อย่าลืมแสงไฟ! ไฟเพดานโทนอุ่นหรือโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะช่วยเพิ่มบรรยากาศให้น่าทาน



การเลือกโต๊ะอาหาร ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ แต่คือการเลือก หัวใจของบ้าน ที่จะอยู่กับเรายาวนาน ทั้งความสุข ความอบอุ่น และความทรงจำดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นรอบโต๊ะ


👉 ที่ ดำรงค์โฮมพลัส เรามีชุดโต๊ะอาหารหลากหลายสไตล์ ทั้งไม้ หินอ่อน และดีไซน์โมเดิร์น พร้อมให้คุณเลือกโต๊ะที่ “ใช่” สำหรับบ้านและครอบครัว


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดง คืออะไร? เจาะลึกจุดเด่น-จุดด้อย  - ดำรงค์โฮมพลัส

เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดง คืออะไร? เจาะลึกจุดเด่น-จุดด้อย

หมวดหมู่: บทความ

เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดง เป็นหนึ่งในประเภทเครื่องทำน้ำอุ่นที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ให้ความสำคัญกับความทนทานและประสิทธิภาพในการทำความร้อน บทความนี้จะเจาะลึกทุกรายละเอียดตั้งแต่คุณสมบัติพื้นฐาน ไปจนถึงข้อดี ข้อเสีย และรุ่นที่น่าสนใจ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่คุ้มค่าที่สุด


1. ทำความรู้จัก “หม้อต้มทองแดง” หัวใจสำคัญของความทนทาน


หม้อต้มทองแดง (Copper Tank/Copper Heater) คือห้องทำความร้อนที่เป็นหัวใจหลักของเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งผลิตจากวัสดุทองแดง 100% จุดเด่นของทองแดงคือ การนำความร้อนสูง และ ทนทานต่อการกัดกร่อน ทำให้สามารถทำความร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าวัสดุอื่น ๆ


ข้อแตกต่าง: หม้อต้มทองแดง vs. ขดลวดทองแดง


ก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่าง "หม้อต้มทองแดงแท้" และ "หม้อต้มขดลวดทองแดง" ซึ่งมักทำให้ผู้บริโภคสับสน:


  • • หม้อต้มทองแดง (Copper Tank): ตัวถัง (Chamber) ที่ใช้กักเก็บและทำความร้อนผลิตจากทองแดงทั้งชิ้น มีความหนาและแข็งแรง ทนทานสูงมาก
  • • หม้อต้มขดลวดทองแดง (Copper Coil): ใช้ขดลวดทองแดงเป็นตัวนำความร้อนบรรจุอยู่ในถังพลาสติก (เช่น Grilon) หรือวัสดุอื่น ๆ แม้จะให้ความร้อนเร็ว แต่ความทนทานโดยรวมของตัวถังอาจสู้แบบทองแดงแท้ไม่ได้


2. จุดเด่นที่ทำให้ “หม้อต้มทองแดง” ยังเป็นที่นิยม


ประสิทธิภาพและความทนทานของ เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อทองแดง มาจากคุณสมบัติเด่นของวัสดุทองแดง ดังนี้:


2.1 ทำความร้อนได้เร็วทันใจ (High Thermal Conductivity)


ทองแดงมีค่าการนำความร้อนที่สูงมากเมื่อเทียบกับสแตนเลสหรือพลาสติก (Grilon) ด้วยเหตุนี้ เครื่องทำน้ำอุ่น จึงสามารถถ่ายเทความร้อนไปยังน้ำได้อย่างรวดเร็วทันทีที่เปิดใช้งาน ทำให้คุณไม่ต้องรอน้ำอุ่นนาน


2.2 ทนทานและอายุการใช้งานยาวนาน (Durability & Long Lifespan)


ทองแดงมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อความร้อนสูงและแรงดันน้ำได้ดีเยี่ยม โดยทั่วไป เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดง มักมีการรับประกันตัวหม้อต้มนานถึง 5-7 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ารุ่นทั่วไป


2.3 ปลอดภัยและทนแรงดัน (Safety)


ทองแดงมีความสามารถในการทนแรงดันน้ำสูงได้ดีกว่าวัสดุประเภทพลาสติก ทำให้โอกาสที่หม้อต้มจะเกิดการรั่วซึมหรือแตกมีน้อยมาก อีกทั้งยังปลอดภัยและได้มาตรฐานสูงกว่า


3. จุดด้อยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ


แม้จะมีจุดเด่นด้านความทนทาน แต่ หม้อต้มทองแดง ก็มีข้อจำกัดที่ผู้บริโภคต้องรับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ตะกรัน (Scale)


3.1 ปัญหาตะกรันสะสมและทำความสะอาดไม่ได้


นี่คือข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด: เมื่อมีการทำความร้อน น้ำที่มีแร่ธาตุสูง (Hard Water) เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม จะทำให้เกิด คราบตะกรัน สะสมภายในหม้อต้มทองแดง เมื่อตะกรันเกาะตัวหนาขึ้น จะส่งผลให้:


  • • ลดประสิทธิภาพการทำความร้อน: หม้อต้มต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการทำให้น้ำร้อน
  • • ลดอายุการใช้งาน: ตะกรันที่เกาะตัวจะทำให้ทองแดงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

เนื่องจากโครงสร้างของหม้อต้มทองแดงส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ปิดสนิท จึงไม่สามารถถอดล้างตะกรันได้เหมือนหม้อต้มพลาสติก เมื่อเกิดตะกรันสะสมจนมีปัญหา วิธีแก้ไขเดียวคือ เปลี่ยนหม้อต้มใหม่ทั้งชุด ซึ่งมีราคาสูง


3.2 ราคาสูงกว่า


โดยธรรมชาติของวัสดุ เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อทองแดงแท้ มักจะมีราคาสูงกว่าเครื่องทำน้ำอุ่นที่ใช้หม้อต้มพลาสติก (Grilon) หรือขดลวดทองแดงอย่างชัดเจน


4. แนวทางการแก้ปัญหา "ตะกรัน" เพื่อยืดอายุการใช้งาน


เนื่องจากปัญหาตะกรันเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออายุการใช้งาน การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีการป้องกันดังนี้:


1. ติดตั้งเครื่องกรองน้ำก่อนเข้าเครื่อง: การติดตั้งระบบกรองน้ำ เช่น เครื่องกรองน้ำแบบเรซิ่น (Resin Filter) หรือ เครื่องกรองแบบ Polyphosphate ก่อนที่น้ำจะไหลเข้าสู่เครื่องทำน้ำอุ่น จะช่วยลดปริมาณแร่ธาตุที่เป็นสาเหตุของการเกิดตะกรันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. พิจารณาเทคโนโลยี Anti-Scale ภายนอก: ในปัจจุบันมีเทคโนโลยี Physical Water Treatment (PWT) ซึ่งเป็นเครื่องมือภายนอกที่ใช้คลื่นความถี่เพื่อปรับโครงสร้างแร่ธาตุในน้ำ ทำให้แร่ธาตุเหล่านั้นไม่เกาะตัวเป็นตะกรันในหม้อต้ม


สรุป: เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดงเหมาะกับใคร?


เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดง คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการ:


1. ความทนทานสูงสุด: ไม่อยากเปลี่ยนเครื่องทำน้ำอุ่นบ่อย ๆ และมองหาเครื่องที่ใช้งานได้ยาวนานเกิน 10 ปี

2. ประสิทธิภาพการทำความร้อนเร็ว: ต้องการน้ำอุ่นทันทีที่เปิดและมีอุณหภูมิที่เสถียร

3. ความมั่นคงด้านบริการ: ต้องการแบรนด์ที่มีการรับประกันหม้อต้มที่ยาวนานและมีบริการหลังการขายที่ดี


คำเตือนสำคัญ: หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำกระด้าง (Hard Water) สูง การลงทุนติดตั้งระบบกรองน้ำเพิ่มเติมร่วมกับ เครื่องทำน้ำอุ่นหม้อต้มทองแดง จะช่วยให้คุณได้ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่ทั้งทนทานและใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไปอีกหลายปี


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
ชุดทำบุญใหญ่รับออกพรรษา แพ็กเกจสิ่งของจำเป็นเพื่อเสริมสร้างบุญกุศล - ดำรงค์โฮมพลัส

ชุดทำบุญใหญ่รับออกพรรษา แพ็กเกจสิ่งของจำเป็นเพื่อเสริมสร้างบุญกุศล

หมวดหมู่: บทความ

วันออกพรรษาเป็นช่วงเวลาสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์สิ้นสุดการจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือนในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุได้ศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติตนอย่างเคร่งครัด การได้มีโอกาสร่วมทำบุญในช่วงเทศกาลนี้จึงถือเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ การถวายสิ่งของจำเป็นที่วัดขาดแคลน เช่น เก้าอี้พลาสติก พัดลม และหลอดไฟ จึงเป็นการทำบุญที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงและตรงกับความต้องการของศาสนสถานมากที่สุด


ความสำคัญและประเพณีวันออกพรรษา


วันออกพรรษา (บาลี: ปวารณา) หรือวันปวารณาออกพรรษา คือวันที่พระสงฆ์สิ้นสุดการจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือนในฤดูฝน ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่พระสงฆ์สามารถเดินทางไปค้างแรมที่อื่นได้ และเริ่มต้นการปฏิบัติภารกิจทางศาสนาตามปกติ


ที่มาและกิจกรรมสำคัญ:


  • • การจำพรรษา: ประเพณีนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระสงฆ์อยู่ประจำ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝน เพื่อป้องกันการไปเหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้านหรือทำอันตรายสัตว์เล็กสัตว์น้อย
  • • วันปวารณา: ในวันออกพรรษา พระสงฆ์จะทำพิธีปวารณา คือเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ หากเห็นว่าได้กระทำผิดในระหว่างพรรษา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์และการให้อภัยในหมู่คณะสงฆ์
  • • ตักบาตรเทโว: วันรุ่งขึ้นหลังจากวันออกพรรษา ชาวพุทธจะร่วมประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ซึ่งเป็นการรำลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากขึ้นไปโปรดพระมารดาตลอดช่วงเข้าพรรษา


แพ็กเกจทำบุญ: สิ่งของจำเป็นที่วัดต้องการ


สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ต้องการร่วมทำบุญ การเลือกสรรสิ่งของที่จำเป็นต่อการใช้งานจริงของวัดถือเป็นหัวใจสำคัญ เราขอแนะนำให้จัดทำ "แพ็กเกจบุญ" ด้วยการจัดซื้อสิ่งของหลักสามชนิดดังนี้


1. เก้าอี้พลาสติก: สำหรับรองรับพุทธศาสนิกชน


เก้าอี้พลาสติกเป็นสิ่งของที่วัดมีความต้องการสูง เนื่องจากใช้ในการจัดงานพิธีต่างๆ การรองรับญาติโยม และการอำนวยความสะดวกในการฟังธรรม การเลือกเก้าอี้เพื่อถวายวัดควรเน้นที่คุณภาพและความทนทานเป็นหลัก ควรเป็นเก้าอี้ที่ทำจากพลาสติกหนา มีโครงสร้างที่แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มากและใช้งานได้ยาวนาน หากต้องการทำบุญในปริมาณมาก การซื้อแบบยกโหลหรือติดต่อขอราคาขายส่งจะช่วยให้ได้ราคาที่คุ้มค่ากว่า


2. พัดลมและหลอดไฟ: เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบาย


พัดลมและหลอดไฟเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่วัดต้องใช้ตลอดทั้งปี การถวายสิ่งของเหล่านี้จึงเป็นการสร้างบุญที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่พระสงฆ์และผู้มาปฏิบัติธรรม


  • • พัดลม: เพื่อช่วยคลายร้อนในพื้นที่กว้าง เช่น ศาลาการเปรียญ ควรเลือกพัดลมตั้งพื้นที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 16 หรือ 18 นิ้วขึ้นไป เพื่อให้กำลังลมสูงและครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง
  • • หลอดไฟ: ปัจจุบันวัดส่วนใหญ่นิยมใช้ หลอดไฟ LED เนื่องจากให้ความสว่างสูงและช่วยประหยัดพลังงานได้มากถึง 85% เมื่อเทียบกับหลอดไฟธรรมดา นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ทำให้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของวัดในระยะยาว


การเลือกสรรสิ่งของทำบุญที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของวัด ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความสุขความสบายให้แก่พระสงฆ์และผู้มาปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบุญที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ศาสนาอีกด้วย


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
กระเบื้องแกรนิตโต้ คืออะไร ? รู้จักคุณสมบัติและการเลือกใช้ให้ถูกใจ - ดำรงค์โฮมพลัส

กระเบื้องแกรนิตโต้ คืออะไร ? รู้จักคุณสมบัติและการเลือกใช้ให้ถูกใจ

หมวดหมู่: บทความ

กระเบื้องแกรนิตโต้ (Granito Tiles) คือ หนึ่งในวัสดุปูพื้นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ด้วยความแข็งแรงทนทานและรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่หลายคนอาจยังสับสนว่ากระเบื้องชนิดนี้คืออะไร และแตกต่างจากกระเบื้องประเภทอื่นอย่างไร บทความนี้จะเจาะลึกทุกข้อสงสัย เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกใช้กระเบื้องแกรนิตโต้ได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
แกรนิตโต้ คืออะไร? ทำไมถึงไม่ใช่หินแกรนิตธรรมชาติ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่ากระเบื้องแกรนิตโต้คือหินแกรนิตธรรมชาติที่นำมาตัดเป็นแผ่น แท้จริงแล้ว "แกรนิตโต้" เป็นชื่อเรียกทางการค้าของ กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain Tiles) ชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกผลิตขึ้นโดยเลียนแบบลวดลายของหินแกรนิตธรรมชาติ


ส่วนประกอบและกรรมวิธีการผลิต


  • • วัตถุดิบ: กระเบื้องแกรนิตโต้ผลิตจากผงหินแกรนิตและดินขาวพอร์ซเลน (Porcelain Clay) ที่นำมาผสมเข้าด้วยกัน
  • • การอัดขึ้นรูป: นำส่วนผสมมาอัดขึ้นรูปด้วยแรงดันสูงมาก ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความหนาแน่นเป็นพิเศษ
  • • การเผา: นำไปเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าการเผากระเบื้องเซรามิกทั่วไปมาก กระบวนการนี้ทำให้เนื้อกระเบื้องแกรนิตโต้หลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น


ด้วยกรรมวิธีเหล่านี้ จึงทำให้กระเบื้องแกรนิตโต้มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเหนือกว่ากระเบื้องเซรามิกทั่วไป และแตกต่างจากหินแกรนิตธรรมชาติซึ่งเป็นหินที่ถูกสกัดมาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง


คุณสมบัติเด่นของกระเบื้องแกรนิตโต้ที่ควรรู้


กระเบื้องแกรนิตโต้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวัสดุที่เหมาะสำหรับปูพื้นในพื้นที่ที่ต้องการความทนทานสูง เนื่องจากคุณสมบัติที่เหนือกว่ากระเบื้องชนิดอื่น ๆ ดังนี้:


  • • ความแข็งแกร่งทนทาน: มีความทนทานต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม ไม่แตกหักง่าย
  • • อัตราการดูดซึมน้ำต่ำมาก: มีค่าการดูดซึมน้ำต่ำกว่า 0.5% ทำให้ไม่สะสมความชื้น และไม่เกิดคราบด่างดำจากความชื้น
  • • เนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น: เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตทำให้เนื้อสีและลวดลายเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ผิวหน้าไปจนถึงด้านใน หากเกิดการบิ่นหรือรอยขีดข่วนจะไม่เห็นเนื้อในที่แตกต่างออกไป
  • • ทำความสะอาดง่าย: ผิวหน้ามีความเรียบเนียน ไม่เก็บฝุ่นหรือสิ่งสกปรก จึงดูแลรักษาง่าย


กระเบื้องแกรนิตโต้ vs. กระเบื้องชนิดอื่น: ข้อแตกต่างที่สำคัญ


เพื่อให้เข้าใจถึงความโดดเด่นของกระเบื้องแกรนิตโต้ได้ดียิ่งขึ้น ควรพิจารณาเปรียบเทียบกับกระเบื้องยอดนิยมชนิดอื่น ๆ อย่าง กระเบื้องเซรามิก และ กระเบื้องพอร์ซเลน ซึ่งมีข้อแตกต่างที่สำคัญในด้านคุณสมบัติและกรรมวิธีการผลิต


1. ส่วนประกอบและเนื้อกระเบื้อง


กระเบื้องเซรามิก ผลิตจากดินเหนียวและทรายเป็นหลัก แล้วนำไปเผาและเคลือบผิวหน้า ทำให้เนื้อกระเบื้องมีชั้นเคลือบผิวแยกจากเนื้อด้านในอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน กระเบื้องแกรนิตโต้ ซึ่งเป็นกระเบื้องชนิดหนึ่งของ กระเบื้องพอร์ซเลน ผลิตจากส่วนผสมของผงหินแกรนิตและดินขาวพอร์ซเลนคุณภาพสูง แล้วนำไปผ่านกระบวนการอัดและเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่ามาก ทำให้มีเนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น ข้อดีคือหากเกิดรอยบิ่นหรือรอยขีดข่วน จะไม่เห็นเนื้อในที่แตกต่างจากผิวหน้า


2. ความแข็งแรงและการดูดซึมน้ำ


ด้วยกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้กระเบื้องแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กระเบื้องเซรามิก มีความแข็งแรงต่ำที่สุดและมีอัตราการดูดซึมน้ำสูงกว่า 3% จึงเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่ไม่มีความชื้นสูงและมีปริมาณการสัญจรน้อย เช่น การปูผนัง ในขณะที่ กระเบื้องแกรนิตโต้ และ กระเบื้องพอร์ซเลน มีความแข็งแรงทนทานสูงมาก ทนต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม และมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่า 0.5% ทำให้ทนทานต่อความชื้น ไม่เกิดคราบด่างดำ จึงสามารถใช้ได้ทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารที่มีการสัญจรสูงได้เป็นอย่างดี


3. การใช้งาน


เนื่องจากคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การใช้งานจึงมีความเหมาะสมต่างกัน กระเบื้องเซรามิก ส่วนใหญ่นิยมใช้สำหรับปูผนังหรือพื้นภายในอาคารที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากนัก เช่น ห้องนอนหรือห้องรับแขก กระเบื้องแกรนิตโต้ และ กระเบื้องพอร์ซเลน เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความทนทานสูงเป็นพิเศษ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ หรือแม้แต่พื้นที่กลางแจ้ง เนื่องจากสามารถรองรับการสัญจรหนักและทนต่อสภาพอากาศได้ดี


การเลือกซื้อกระเบื้องแกรนิตโต้ตามประเภทผิวหน้า


กระเบื้องแกรนิตโต้มีผิวหน้าให้เลือกหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานในแต่ละพื้นที่:


  • • ผิวหน้าแบบมันเงา (Polished): ผ่านกระบวนการขัดผิวหน้าจนเงาวาวคล้ายกระจก ให้ความรู้สึกหรูหรา นิยมใช้ในห้องนั่งเล่นหรือโถงทางเดินที่ต้องการความโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ผิวแบบนี้อาจลื่นได้ง่ายเมื่อเปียกน้ำ จึงไม่เหมาะกับห้องน้ำ
  • • ผิวหน้าแบบด้าน (Matt/Unpolished): ไม่มีการขัดผิวหน้า ทำให้มีผิวสัมผัสที่หยาบเล็กน้อย มีคุณสมบัติกันลื่นได้ดีกว่าแบบมันเงา เหมาะสำหรับปูพื้นห้องน้ำ ห้องครัว หรือพื้นที่กลางแจ้งที่เสี่ยงต่อการเปียกน้ำ
  • • ผิวหน้าแบบกึ่งมันกึ่งด้าน (Lappato): เป็นการผสมผสานระหว่างผิวหน้าแบบมันเงาและแบบด้าน ให้ความรู้สึกสวยงามและลดความลื่นได้ในระดับหนึ่ง
  • • ผิวหน้าแบบกันลื่น (Anti-Slip): มีค่ากันลื่น (R-Value) ที่สูง เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยเป็นพิเศษ เช่น บริเวณรอบสระว่ายน้ำหรือทางเดินในสวน


การดูแลรักษาและข้อควรระวัง


การดูแลรักษากระเบื้องแกรนิตโต้เป็นเรื่องที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ :


  • • ทำความสะอาดประจำวัน: ใช้ไม้ถูพื้นหรือผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดได้ตามปกติ
  • • คราบสกปรกทั่วไป: ใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับกระเบื้องโดยเฉพาะ หรือน้ำยาล้างจานแบบเจือจางเพื่อเช็ดคราบเปื้อน
  • • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง: ไม่ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง เช่น กรดเกลือ หรือน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำที่มีความเข้มข้นสูง เพราะอาจทำให้ผิวหน้ากระเบื้องเสียหายได้


ด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทั้งด้านความสวยงาม ความแข็งแกร่ง และการดูแลที่ง่ายดาย ทำให้ กระเบื้องแกรนิตโต้ เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับการตกแต่งพื้นที่ที่ต้องการความคงทนและอายุการใช้งานที่ยาวนานครับ


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
ทำความรู้จักกระเบื้องโมเสค จากศิลปะโบราณสู่ของตกแต่งบ้านยอดนิยม - ดำรงค์โฮมพลัส

ทำความรู้จักกระเบื้องโมเสค จากศิลปะโบราณสู่ของตกแต่งบ้านยอดนิยม

หมวดหมู่: บทควาาม

หากคุณกำลังมองหาวัสดุที่จะมาเติมเต็มจินตนาการในการตกแต่งบ้านให้มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร กระเบื้องโมเสค (Mosaic Tiles) คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ ด้วยขนาดที่เล็ก สีสันที่หลากหลาย และความสามารถในการสร้างลวดลายได้อย่างอิสระ ทำให้กระเบื้องชนิดนี้เป็นมากกว่าวัสดุปูพื้นผนัง แต่เป็นงานศิลปะที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็นมุมโปรดที่น่าจดจำ


บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกระเบื้องโมเสคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ประเภทของวัสดุ ข้อดี-ข้อเสียที่ต้องรู้ ไปจนถึงไอเดียการนำไปใช้งานในส่วนต่างๆ ของบ้าน พร้อมแนะนำแหล่งซื้อและช่วงราคา เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้อย่างมั่นใจ


ทำความรู้จักกระเบื้องโมเสค: จากศิลปะโบราณสู่ของตกแต่งบ้านยอดนิยม


กระเบื้องโมเสค คือ การนำกระเบื้องชิ้นเล็กๆ (โดยทั่วไปขนาดไม่เกิน 4x4 นิ้ว) มาเรียงต่อกันเป็นลวดลายหรือภาพต่างๆ บนแผ่นตาข่าย (Mesh Mounted) ที่ยึดอยู่ด้านหลัง ทำให้สะดวกต่อการติดตั้งเป็นแผ่นใหญ่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ

ศิลปะการตกแต่งด้วยโมเสคมีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงยุคเมโสโปเตเมีย กรีก และโรมันโบราณ ซึ่งมักใช้ประดับตกแต่งวิหารและคฤหาสน์หรูหราเพื่อบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและรสนิยม ปัจจุบัน กระเบื้องโมเสคได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายและเข้าถึงง่าย กลายเป็นวัสดุยอดนิยมที่สถาปนิกและนักออกแบบภายในเลือกใช้เพื่อสร้างจุดเด่น (Accent) และเพิ่มมิติให้กับงานออกแบบ


เจาะลึกประเภทของกระเบื้องโมเสค: เลือกวัสดุไหนให้เหมาะกับบ้านของคุณ?


หัวใจสำคัญของการเลือกกระเบื้องโมเสคคือการทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่


กระเบื้องโมเสคเซรามิกและพอร์ซเลน (Ceramic & Porcelain Mosaic)


เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทานสูง ทนต่อการขีดข่วนได้ดี มีสีสันและลวดลายให้เลือกมากมาย และที่สำคัญคือมีราคาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับใช้งานหลากหลายพื้นที่ ทั้งปูพื้นและผนังห้องน้ำ ห้องครัว หรือแม้แต่พื้นที่ที่มีการสัญจรบ่อยๆ

  • จุดเด่น: ทนทาน, ดูแลรักษาง่าย, มีให้เลือกหลากหลาย, ราคาคุ้มค่า
  • เหมาะสำหรับ: พื้นและผนังห้องน้ำ, ผนังกันเปื้อนในครัว (Kitchen Backsplash), พื้นที่ทั่วไป


กระเบื้องโมเสคแก้ว (Glass Mosaic)


โดดเด่นด้วยความโปร่งแสง มันวาว และสีสันที่สดใสสวยงาม เมื่อแสงตกกระทบจะเกิดประกายระยิบระยับ สร้างความรู้สึกหรูหราและมีมิติให้กับพื้นที่ ด้วยคุณสมบัติการดูดซึมน้ำที่ต่ำเกือบเป็นศูนย์ (Low Water Absorption) จึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับสระว่ายน้ำ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ตกแต่งผนังห้องน้ำหรือผนังครัวเพื่อเพิ่มความสว่าง


  • จุดเด่น: สวยงาม, เล่นกับแสงได้ดี, ไม่ดูดซึมน้ำ, ทำความสะอาดง่าย
  • เหมาะสำหรับ: สระว่ายน้ำ, ผนังห้องน้ำ (โดยเฉพาะโซนอาบน้ำ), ผนังกันเปื้อนในครัว


กระเบื้องโมเสคหินธรรมชาติ (Natural Stone Mosaic)


ผลิตจากหินธรรมชาติ เช่น หินอ่อน (Marble), หินทราเวอร์ทีน (Travertine) หรือหินชนวน (Slate) มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ละชิ้นจึงมีลวดลายและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน ให้ความรู้สึกเรียบหรู อบอุ่น และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยการดูแลรักษาที่มากกว่าและควรเคลือบน้ำยาเพื่อป้องกันคราบสกปรก


  • จุดเด่น: ลวดลายเป็นเอกลักษณ์, ให้ความรู้สึกหรูหราเป็นธรรมชาติ
  • เหมาะสำหรับ: ผนังตกแต่งในห้องรับแขก, พื้นห้องน้ำ (เลือกรุ่นที่มีผิวหน้าไม่ลื่น), ผนังหัวเตียง


ข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้กระเบื้องโมเสค ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ


เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ดีที่สุด ลองมาดูข้อดีและข้อควรพิจารณาของการใช้กระเบื้องโมเสคกัน


ข้อดี (Pros):


  • • ยืดหยุ่นด้านการออกแบบ: สามารถสร้างลวดลายได้ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นลายกราฟิก ไล่เฉดสี หรือแม้กระทั่งเป็นภาพศิลปะ
  • • เหมาะกับพื้นผิวโค้ง: ด้วยความที่ยึดมาบนแผ่นตาข่าย ทำให้สามารถปูบนพื้นผิวที่ไม่เรียบหรือมีลักษณะโค้งมนได้ดี เช่น ขอบอ่างอาบน้ำ หรือเสาทรงกลม
  • • สร้างจุดเด่นน่าสนใจ: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้าง Accent Wall หรือตกแต่งเพียงบางส่วนเพื่อดึงดูดสายตา
  • • ทนทานและกันน้ำ: โดยเฉพาะโมเสคแก้วและพอร์ซเลน เหมาะกับพื้นที่เปียกชื้น


ข้อควรพิจารณา (Cons):


  • • ร่องยาแนวจำนวนมาก: เป็นจุดที่ต้องใส่ใจในการทำความสะอาด เพราะอาจเป็นที่สะสมของคราบสกปรกและเชื้อราได้ง่าย (แก้ไขได้โดยเลือกใช้ยาแนวคุณภาพสูงที่ป้องกันเชื้อรา)
  • • ราคาสูงกว่ากระเบื้องแผ่นใหญ่: โดยทั่วไปกระเบื้องโมเสคมีราคาต่อตารางเมตรสูงกว่ากระเบื้องเซรามิกหรือพอร์ซเลนขนาดมาตรฐาน
  • • การติดตั้งต้องใช้ความชำนาญ: การปูให้ร่องยาแนวระหว่างแผ่นสม่ำเสมอและสวยงามต้องอาศัยช่างที่มีประสบการณ์


ไอเดียแต่งบ้านด้วยกระเบื้องโมเสค: เปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้มีชีวิตชีวา

เมื่อรู้จักประเภทและคุณสมบัติต่างๆ แล้ว เรามาดูไอเดียการนำกระเบื้องโมเสคไปใช้ในส่วนต่างๆ ของบ้านกัน


ห้องครัว (Kitchen)

ผนังกันเปื้อน (Backsplash) คือพื้นที่ที่นิยมใช้โมเสคมากที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันผนังจากคราบน้ำมันและความร้อนแล้ว ยังเป็นจุดที่สามารถโชว์ลวดลายสวยๆ ได้เต็มที่ ลองเลือกใช้โมเสคแก้วสีสดใสเพื่อเพิ่มความโมเดิร์น หรือโมเสคลายหกเหลี่ยม (Hexagon) เพื่อสร้างลูกเล่นเก๋ๆ


ห้องน้ำ (Bathroom)


เปลี่ยนห้องน้ำธรรมดาให้กลายเป็นสปาส่วนตัวได้ง่ายๆ ด้วยการใช้กระเบื้องโมเสค


  • • ผนังหลังกระจกหรือในโซนอาบน้ำ (Shower Niche): สร้างเป็น Accent Wall ดึงดูดสายตา
  • • พื้นห้องน้ำ: เลือใช้โมเสคชิ้นเล็กๆ ที่มีร่องยาแนวเยอะ จะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานและกันลื่นได้ดี
  • • คาดลายเป็นแถบ (Border): นำโมเสคมาตกแต่งเป็นเส้นคาดในแนวนอนหรือแนวตั้ง ตัดกับกระเบื้องแผ่นใหญ่ ช่วยเพิ่มมิติให้ห้องไม่ดูเรียบเกินไป


สระว่ายน้ำ (Swimming Pools)


โมเสคแก้วคือพระเอกสำหรับสระว่ายน้ำอย่างแท้จริง คุณสามารถเลือใช้สีฟ้า-น้ำเงินเพื่อไล่ระดับความลึกของสระ หรือสร้างลวดลายโลมา เปลือกหอย เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและหรูหราให้กับสระว่ายน้ำของคุณ

คู่มือการติดตั้งและดูแลรักษากระเบื้องโมเสค


  • • การติดตั้ง: ควรเริ่มต้นจากการเตรียมพื้นผิวให้เรียบและสะอาด ใช้ปูนกาวสำหรับปูกระเบื้องโมเสคโดยเฉพาะ ปาดกาวด้วยเกรียงหวี จากนั้นติดแผ่นโมเสคและใช้เกรียงยางตบเบาๆ ให้แนบสนิท ทิ้งไว้ให้แห้งตามกำหนดแล้วจึงลงยาแนวในขั้นตอนสุดท้าย
  • • การดูแลรักษา: ทำความสะอาดด้วยฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ กับน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป หลีกเลี่ยงแปรงขนแข็งหรือน้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงซึ่งอาจทำลายผิวกระเบื้องและยาแนวได้ สำหรับร่องยาแนวที่เริ่มหมองคล้ำ สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดยาแนวโดยเฉพาะเพื่อคืนความขาวสะอาดได้


เลือกซื้อกระเบื้องโมเสคที่ไหนดี? พร้อมสำรวจราคาในไทย


ปัจจุบันกระเบื้องโมเสคมีวางจำหน่ายทั่วไปตามร้านวัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านชั้นนำ

  • • แบรนด์ยอดนิยม: COTTO, KASSA, DURAGRES, SOSuco และแบรนด์นำเข้าอื่นๆ
  • • ช่วงราคา: ราคาจะแตกต่างกันมากตามวัสดุและแบรนด์ โดยทั่วไปจะขายเป็นแผ่น (ขนาดประมาณ 30x30 ซม.)
  • ราคาเริ่มต้น: อาจอยู่ที่แผ่นละ 80 - 150 บาท สำหรับเซรามิกพื้นฐาน
  • ราคากลางถึงสูง: สำหรับโมเสคแก้วหรือหินธรรมชาติ ราคาอาจอยู่ที่ 200 - 500 บาทต่อแผ่น หรือสูงกว่านั้น


สรุป


กระเบื้องโมเสคเป็นมากกว่าวัสดุปิดผิว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณได้แสดงออกถึงตัวตนผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัย ด้วยความหลากหลายของวัสดุ สีสัน และลวดลาย ทำให้ไม่ว่าคุณจะชอบสไตล์โมเดิร์น มินิมอล หรือหรูหรา ก็สามารถเลือกใช้กระเบื้องโมเสคมาสร้างสรรค์พื้นที่ในฝันให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.



อ่านเพิ่มเติม
กระเบื้องยางคืออะไร? เลือกซื้ออย่างไรให้คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งาน - ดำรงค์โฮมพลัส

กระเบื้องยางคืออะไร? เลือกซื้ออย่างไรให้คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งาน

หมวดหมู่: กระเบื้อง

กระเบื้องยาง (Vinyl Tile) คือวัสดุปูพื้นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ทั้งความสวยงาม ความทนทาน และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกระเบื้องยางอย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกซื้อมาใช้งาน


1. กระเบื้องยางคืออะไร? ทำไมถึงได้รับความนิยม


กระเบื้องยางไม่ใช่ยางพาราอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นวัสดุปูพื้นที่ผลิตจาก โพลีเมอร์ หรือ พีวีซี (Polyvinyl Chloride) ที่ขึ้นรูปเป็นแผ่นกระเบื้อง โดยมักถูกออกแบบลวดลายให้มีความคล้ายคลึงกับวัสดุธรรมชาติ เช่น ลายไม้ ลายหิน หรือลายคอนกรีต ทำให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงามแต่มีต้นทุนต่ำกว่าวัสดุจริงมาก ความนิยมของกระเบื้องยางมาจากคุณสมบัติที่หลากหลาย ทั้งความยืดหยุ่น, น้ำหนักเบา, ติดตั้งง่าย, และที่สำคัญ คือ สามารถกันน้ำได้ดี ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ห้องครัวที่อาจมีน้ำหกบ่อยครั้ง


2. รู้จักประเภทของกระเบื้องยาง: LVT, SPC และ WPC


แม้จะเรียกรวมๆ ว่ากระเบื้องยาง แต่ในท้องตลาดมีให้เลือกหลายประเภท โดยสามประเภทหลักที่ควรรู้จักคือ LVT, SPC และ WPC ซึ่งแต่ละชนิดมีส่วนประกอบหลักและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้


กระเบื้องยาง LVT (Luxury Vinyl Tile)


โครงสร้าง : มีแกนกลางทำจาก PVC บริสุทธิ์ ทำให้ตัวกระเบื้องมีความยืดหยุ่นสูง

คุณสมบัติเด่น : ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเท้า รองรับแรงกระแทกได้ดี และสามารถดัดโค้งงอได้

ข้อควรพิจารณา : เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง จึงอาจเกิดรอยบุบได้ง่ายหากมีของหนักตกใส่ และไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะอาจเกิดการหดหรือขยายตัวได้


กระเบื้องยาง SPC (Stone Plastic Composite)


โครงสร้าง : มีแกนกลางที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ทำจากผงหินผสมกับพลาสติก (Stone Plastic Composite)

คุณสมบัติเด่น : ทนทานต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดีกว่า LVT ไม่หดหรือขยายตัวตามอุณหภูมิ และกันน้ำได้ 100% จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความทนทานสูง

ข้อควรพิจารณา : เนื่องจากมีแกนกลางแข็ง จึงให้ความรู้สึกแข็งและเย็นกว่า LVT ใต้ฝ่าเท้า


กระเบื้องยาง WPC (Wood Plastic Composite)


โครงสร้าง : มีแกนกลางทำจากผงไม้ผสมกับพลาสติก (Wood Plastic Composite)

คุณสมบัติเด่น : มีคุณสมบัติคล้าย SPC แต่มีความยืดหยุ่นและนุ่มกว่าเล็กน้อย จึงให้ความรู้สึกสบายเท้า และยังช่วยลดเสียงสะท้อนหรือเสียงก้องได้ดีอีกด้วย

ข้อควรพิจารณา : มีราคาสูงกว่า LVT และ SPC เล็กน้อย


3. ข้อดีและข้อเสียของกระเบื้องยาง


เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น เราได้สรุปข้อดีและข้อเสียของกระเบื้องยางมาให้คุณพิจารณา ดังนี้


ข้อดี

1. ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว : โดยเฉพาะชนิดแบบคลิกล็อก (Click Lock) ที่สามารถติดตั้งได้เองโดยไม่ต้องใช้กาว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา

2. กันน้ำและทำความสะอาดง่าย : หมดกังวลเรื่องน้ำหรือความชื้น จึงเหมาะกับห้องครัว ห้องน้ำ หรือพื้นที่ที่ต้องเจอกับน้ำเป็นประจำ สามารถทำความสะอาดได้ง่ายเพียงใช้ไม้ถูพื้นหรือผ้าชุบน้ำเช็ด

3. สวยงามและมีลวดลายหลากหลาย : มีให้เลือกทั้งลายไม้ ลายหิน และลวดลายอื่นๆ ที่เลียนแบบวัสดุธรรมชาติได้สมจริง

4. ทนทานต่อรอยขีดข่วน : ด้วยชั้นเคลือบผิว (Wear Layer) ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กระเบื้องยางทนทานต่อรอยขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี

5. ราคาเข้าถึงง่าย : โดยรวมแล้วมีราคาถูกกว่าพื้นไม้จริงหรือกระเบื้องเซรามิกคุณภาพสูง


ข้อเสีย

1. อ่อนไหวต่อความร้อนและแสงแดด : หากโดนแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานอาจทำให้สีซีดจางและอาจเกิดการหดตัวได้ในบางประเภท

2. ต้องใช้กับพื้นเรียบเท่านั้น : หากพื้นเดิมไม่เรียบหรือไม่ได้ระดับ จะทำให้กระเบื้องปูได้ไม่สนิทและอาจเกิดการโก่งตัวได้

3. มีโอกาสเกิดรอยบุบ : แม้จะทนทาน แต่หากมีของหนักหรือแหลมคมตกใส่ อาจทำให้เกิดรอยบุบหรือรอยทะลุได้ โดยเฉพาะกระเบื้องยาง LVT


4. กระเบื้องยาง vs. วัสดุอื่นๆ: เลือกแบบไหนดี?


เมื่อพิจารณาเลือกวัสดุปูพื้น หลายคนอาจสับสนระหว่างกระเบื้องยางกับพื้นวัสดุอื่นๆ ลองมาดูข้อเปรียบเทียบที่สำคัญเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น


กระเบื้องยาง vs. พื้นไม้ลามิเนต : พื้นลามิเนตทำจากไม้อัด ทำให้ไม่ทนน้ำ บวมพองได้ง่ายเมื่อโดนความชื้น ในขณะที่กระเบื้องยางมีความยืดหยุ่นและกันน้ำได้ดีกว่า


กระเบื้องยาง vs. พื้นไม้จริง : พื้นไม้จริงให้ความรู้สึกหรูหราและอบอุ่น แต่มีราคาสูงกว่ามาก ติดตั้งยากกว่า และต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ในขณะที่กระเบื้องยางให้ลวดลายที่ใกล้เคียงกับไม้จริง แต่ดูแลรักษาง่ายกว่าและมีราคาที่ถูกกว่า


กระเบื้องยาง vs. กระเบื้องเซรามิก :กระเบื้องเซรามิกแข็งแรงทนทาน แต่ติดตั้งยากกว่าและให้ความรู้สึกที่แข็งและเย็นเท้ามากกว่ากระเบื้องยาง นอกจากนี้ยังเสียงดังเมื่อมีของตกใส่ ในขณะที่กระเบื้องยางให้ความรู้สึกนุ่มสบายและช่วยลดเสียงรบกวนได้ดีกว่า


5. คู่มือเลือกซื้อกระเบื้องยาง: ให้คุ้มค่าและปลอดภัย


การเลือกซื้อกระเบื้องยางให้ตอบโจทย์การใช้งาน ควรพิจารณาจากปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้


ความหนาของแผ่นกระเบื้อง : ความหนาที่เหมาะสมจะช่วยให้กระเบื้องแข็งแรงและติดตั้งได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปมีความหนาตั้งแต่ 2-6 มิลลิเมตร (mm) หากเป็นพื้นที่ที่มีการสัญจรสูง เช่น ออฟฟิศ ควรเลือกความหนา 4-5 mm ขึ้นไป ความหนาของชั้นเคลือบผิว (Wear Layer) : ชั้นเคลือบผิวคือส่วนที่อยู่บนสุดของกระเบื้อง ทำหน้าที่ปกป้องลวดลายและป้องกันรอยขีดข่วน ยิ่งชั้นเคลือบหนามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทนทานมากขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปควรเลือกที่มีความหนาตั้งแต่ 0.3 mm ขึ้นไป


ประเภทการติดตั้ง:


แบบทากาว (Glue Down) : ติดตั้งโดยใช้กาว เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่และต้องการความคงทนถาวร

แบบคลิกล็อก (Click Lock): ติดตั้งโดยไม่ต้องใช้กาว ตัวกระเบื้องจะยึดเข้าด้วยกันด้วยระบบล็อก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการติดตั้งเอง และสามารถรื้อถอนได้ง่าย

มาตรฐานความปลอดภัย: ควรเลือกซื้อกระเบื้องยางที่ได้มาตรฐานสากล เช่น FloorScore หรือ GreenGuard


ซึ่งเป็นการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย


6. การดูแลรักษากระเบื้องยาง


การดูแลรักษากระเบื้องยางนั้นง่ายมาก เพียงแค่กวาดหรือดูดฝุ่นเป็นประจำ จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหรือไม้ถูพื้นเช็ดทำความสะอาดได้ตามปกติ


ข้อควรระวัง คือหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง และระวังการลากเฟอร์นิเจอร์หนักๆ ซึ่งอาจทำให้พื้นเป็นรอยได้


หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับกระเบื้องยางได้มากขึ้น หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุปูพื้นได้โดยตรง เพื่อให้ได้กระเบื้องยางที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณมากที่สุด




อ่านเพิ่มเติม
เลือกกระเบื้องปูพื้นอย่างไรไม่ให้ลื่น? ไขข้อข้องใจค่า R Rating และค่ากันลื่นแบบ A/B/C - ดำรงค์โฮมพลัส

เลือกกระเบื้องปูพื้นอย่างไรไม่ให้ลื่น? ไขข้อข้องใจค่า R Rating และค่ากันลื่นแบบ A/B/C

หมวดหมู่: บทความ

การเลือกกระเบื้องปูพื้นสำหรับบ้านพักอาศัยไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ ความปลอดภัย คือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างห้องน้ำ ห้องครัว หรือระเบียงบ้าน ที่มีโอกาสเปียกน้ำได้บ่อยครั้ง ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มได้ง่าย ซึ่งการทำความเข้าใจค่า R Rating (Slip Resistance) จะช่วยให้คุณเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวได้อย่างมั่นใจ


ทำความรู้จัก R Rating คืออะไร?


R Rating หรือค่า Slip Resistance คือมาตรฐานสากลที่ใช้วัดค่าความเสียดทานบนพื้นผิวของกระเบื้อง เพื่อระบุระดับความสามารถในการกันความลื่นของกระเบื้องนั้นๆ โดยค่า R จะมีตั้งแต่ R9 ไปจนถึง R13 โดยตัวเลขที่สูงขึ้นจะหมายถึง ค่ากันลื่นที่สูงขึ้น และมีพื้นผิวที่หยาบมากขึ้นตามลำดับ


การทดสอบค่า R Rating จะใช้มาตรฐาน DIN 51130 ซึ่งเป็นการทดสอบความต้านทานการลื่นสำหรับผู้ที่ สวมรองเท้า โดยจะใช้น้ำมันเป็นตัวหล่อลื่นบนพื้นกระเบื้อง และค่อยๆ เพิ่มองศาความชันจนกว่าผู้ทดสอบจะเริ่มลื่น ซึ่งแต่ละระดับจะเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ดังนี้


  • • R9: เหมาะสำหรับพื้นที่แห้ง เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น
  • • R10: เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เปียกน้ำเล็กน้อย เช่น พื้นทั่วไปในบ้าน ห้องครัว
  • • R11: เหมาะสำหรับพื้นที่เปียกเป็นประจำ เช่น ห้องน้ำทั่วไป พื้นโรงจอดรถ
  • • R12: เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เปียกและมีโอกาสปนเปื้อนคราบมันสูง เช่น ห้องครัวที่มีการใช้งานหนัก ลานซักล้าง หรือทางลาด
  • • R13: เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เปียกมากตลอดเวลา หรือพื้นที่ทางลาดที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สระว่ายน้ำเชิงพาณิชย์ หรือพื้นโรงงานอุตสาหกรรม


ค่ากันลื่นแบบ A/B/C สำคัญแค่ไหนสำหรับห้องน้ำ?


นอกจากค่า R Rating แล้ว ยังมีอีกหนึ่งมาตรฐานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่เปียกในบ้าน นั่นคือค่า A/B/C ซึ่งเป็นการวัดค่าความต้านทานการลื่นสำหรับผู้ที่ ไม่สวมรองเท้า (เท้าเปล่า) ตามมาตรฐาน DIN 51097 โดยจะทดสอบโดยใช้น้ำเป็นตัวหล่อลื่นแทนน้ำมัน


ค่า A, B, C แสดงถึงระดับความปลอดภัยเมื่อพื้นเปียกและเดินด้วยเท้าเปล่า โดยที่ C มีค่ากันลื่นสูงสุด และมักใช้ในพื้นที่เสี่ยงสูงมากๆ


  • • A (มุมเอียง 12-18 องศา): เหมาะสำหรับพื้นห้องน้ำส่วนแห้ง ห้องอาบน้ำ
  • • B (มุมเอียง 18-24 องศา): เหมาะสำหรับพื้นห้องน้ำส่วนเปียก พื้นรอบสระว่ายน้ำ
  • • C (มุมเอียงมากกว่า 24 องศา): เหมาะสำหรับพื้นที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น บันไดทางลงสระว่ายน้ำ หรือบริเวณขอบสระ


การเลือกกระเบื้องสำหรับห้องน้ำจึงควรพิจารณาทั้งค่า R Rating และค่า A/B/C ควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดเมื่อพื้นเปียก


เลือกค่า R อย่างไรให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่?


เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น มาดูคำแนะนำในการเลือกค่า R ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ในบ้านกันครับ


1. ห้องครัว

ห้องครัวเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับทั้งน้ำและคราบมันจากน้ำมันประกอบอาหาร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการลื่นได้เป็นอย่างมาก หากต้องการความปลอดภัยสูงสุด ควรเลือกใช้กระเบื้องที่มีค่ากันลื่นตั้งแต่ R10 ขึ้นไป หากเป็นครัวที่มีการใช้งานหนัก มีโอกาสที่พื้นจะเลอะคราบน้ำมันหรือไขมันบ่อยๆ การเลือกใช้กระเบื้อง R12 จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความเสี่ยงจากการลื่นล้มได้ดีกว่า


2. ห้องน้ำ

สำหรับห้องน้ำ ควรแยกพิจารณาตามโซนการใช้งาน เนื่องจากห้องน้ำแบ่งออกเป็น โซนเปียก และ โซนแห้ง


  • • พื้นห้องน้ำส่วนแห้ง (บริเวณอ่างล้างหน้า): เลือกกระเบื้องที่มีค่ากันลื่น R10 ก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และยังทำความสะอาดได้ง่าย
  • • พื้นห้องน้ำส่วนเปียก (บริเวณอาบน้ำ): ควรเลือกกระเบื้องที่มีค่ากันลื่นตั้งแต่ R11 ขึ้นไป และควรมีค่า A/B/C ควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจในการใช้งานแม้ในขณะที่เปียกน้ำ


3. ระเบียงและพื้นที่ภายนอก

ระเบียงบ้าน หรือพื้นที่ภายนอกอาคารที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศอย่างฝนตกและแสงแดด ควรเลือกใช้กระเบื้องที่มีคุณสมบัติกันลื่นในระดับที่สูงกว่าพื้นที่ภายในบ้าน โดยปกติแล้วแนะนำให้ใช้ค่า R11 เพื่อป้องกันการลื่นเมื่อพื้นเปียกน้ำฝน และหากเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเปียกตลอดเวลา เช่น ทางเดินรอบสระว่ายน้ำ หรือทางลาด ควรพิจารณาค่า R12 เพื่อความปลอดภัยสูงสุด


ปัจจัยอื่นที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการกันลื่น


นอกจากค่า R Rating และค่า A/B/C แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการกันลื่นของกระเบื้องที่คุณไม่ควรมองข้าม


  • • ผิวสัมผัสของกระเบื้อง: กระเบื้องที่มีพื้นผิวหยาบหรือมีลายสัมผัส (Texture) จะมีแรงเสียดทานมากกว่ากระเบื้องผิวเรียบหรือผิวมันเงา ซึ่งจะช่วยป้องกันการลื่นได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม กระเบื้องผิวหยาบอาจจะทำความสะอาดได้ยากกว่ากระเบื้องผิวเรียบ ดังนั้นจึงควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน
  • • ขนาดของร่องยาแนว: ยิ่งมีร่องยาแนวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทานและโอกาสในการยึดเกาะได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหมายถึงกระเบื้องแผ่นเล็กจะมีร่องยาแนวมากกว่ากระเบื้องแผ่นใหญ่ ช่วยเพิ่มความสามารถในการกันลื่นได้อีกทางหนึ่ง


การเลือกกระเบื้องกันลื่นที่เหมาะสมจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อสร้างบ้านที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: https://lin.ee/owsFVCn

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
เลือกแอร์บ้านหน้าฝน : BTU เท่าไรถึงเอาอยู่ ? ไขข้อข้องใจเรื่องความชื้นที่หลายคนมองข้าม - ดำรงค์โฮมพลัส

เลือกแอร์บ้านหน้าฝน : BTU เท่าไรถึงเอาอยู่ ? ไขข้อข้องใจเรื่องความชื้นที่หลายคนมองข้าม

หมวดหมู่: บทความ

การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์บ้านให้เหมาะสมกับห้องเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน ที่อากาศไม่ได้ร้อนจัด แต่กลับมีความ ชื้นสูง ทำให้หลายคนสับสนว่าควรเลือก BTU (British Thermal Unit) เท่าไรดีถึงจะตอบโจทย์ และมีปัจจัยอะไรที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษบ้าง บทความนี้จะไขคำตอบและแนะนำวิธีเลือกแอร์ให้เย็นสบายและจัดการกับความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


BTU คืออะไร? ตัวช่วยคำนวณความเย็นที่ต้องรู้

BTU คือหน่วยวัดความสามารถในการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ (1 BTU คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิลดลง 1 องศาฟาเรนไฮต์) ยิ่งค่า BTU สูง แอร์ก็จะยิ่งทำความเย็นได้มากและเหมาะกับห้องขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ


การคำนวณ BTU แบบพื้นฐานที่สุดคือ [ขนาดห้อง (กว้าง x ยาว) ตารางเมตร] x [ค่าตัวแปร] โดยค่าตัวแปรจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของห้องเป็นหลัก เช่น:


  • • ห้องนอน: ใช้ค่าตัวแปรประมาณ 750-850 เพราะเป็นห้องที่ใช้ความเย็นไม่มากนัก และไม่ได้มีแสงแดดส่องถึงตลอดเวลา
  • • ห้องนั่งเล่น/สำนักงาน: ใช้ค่าตัวแปรประมาณ 850-950 เพราะมีการใช้งานต่อเนื่องและอาจมีคนเข้า-ออกบ่อย
  • • ห้องที่มีแดดส่องจัด: ควรเผื่อค่าตัวแปรเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 950-1,000 เพื่อชดเชยความร้อนจากภายนอก


ความชื้น: ปัญหาที่มองไม่เห็นในฤดูฝน


ในฤดูร้อน เครื่องปรับอากาศ จะทำงานเพื่อลด ความร้อน (Sensible Heat) เป็นหลัก แต่ใน ฤดูฝน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกไม่สบายตัวไม่ใช่แค่เรื่องอุณหภูมิ แต่คือ ความชื้น หรือที่เรียกว่า ความร้อนแฝง (Latent Heat) ซึ่งเป็นความร้อนที่สะสมอยู่ในไอน้ำในอากาศ


เมื่ออากาศมีความชื้นสูง ร่างกายจะระบายเหงื่อได้ยาก ทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะและไม่สบายตัว แม้ว่าอุณหภูมิห้องจะเย็นแล้วก็ตาม ดังนั้น การเลือกแอร์สำหรับหน้าฝนจึงไม่ได้พิจารณาแค่ความสามารถในการทำความเย็น แต่ต้องดูว่าสามารถ ลดความชื้น ได้ดีแค่ไหนด้วย


อันตรายจากการเลือก BTU ผิด: แอร์เย็นไม่ทั่วถึงและกินไฟ


การเลือก BTU ที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลเสียตามมาอย่างคาดไม่ถึง ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็นไม่พอดี แต่ยังรวมถึงปัญหาประสิทธิภาพและการใช้พลังงานในระยะยาว


BTU สูงเกินไป: เย็นเร็วเกินไปจนไม่ได้ลดความชื้น


หากเลือกแอร์ที่มี BTU สูงเกินขนาดห้อง เครื่องปรับอากาศจะทำความเย็นจนถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ได้อย่างรวดเร็วมากเกินไป ทำให้คอมเพรสเซอร์ ตัดการทำงาน (Short-Cycling) บ่อยครั้ง ส่งผลให้:


  • • ห้องเย็นแต่ยังชื้น: แอร์มีเวลาไม่พอที่จะดูดซับและควบแน่นไอน้ำ (Latent Heat) ทำให้ห้องรู้สึกเย็นแต่ยังคงเหนียวเหนอะหนะ
  • • เปลืองไฟ: การที่คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักและตัดบ่อยๆ ใช้พลังงานมากกว่าการทำงานต่อเนื่อง
  • • แอร์อายุสั้น: การเปิด-ปิดการทำงานบ่อยๆ ทำให้คอมเพรสเซอร์และอะไหล่ต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร


BTU ต่ำเกินไป: ทำงานหนักเกินกำลัง


ในทางกลับกัน หาก BTU ต่ำเกินไป เครื่องปรับอากาศจะทำงานหนักตลอดเวลา (Continuous Run) แต่ก็ยังไม่สามารถทำความเย็นให้ถึงอุณหภูมิที่ต้องการได้ ส่งผลให้:


  • • ห้องไม่เย็นสักที: แอร์ไม่สามารถเอาชนะความร้อนในห้องได้
  • • กินไฟมหาศาล: คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงขึ้น
  • • แอร์พังเร็ว: การทำงานหนักเกินกำลังทำให้เครื่องเกิดความร้อนสะสมและเสียหายในที่สุด


เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์หน้าฝน: ทำไมต้องเป็นแอร์ Inverter?


ในปัจจุบัน แอร์ Inverter ได้รับความนิยมอย่างมาก และถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับฤดูฝน ด้วยหลักการทำงานที่แตกต่างจากแอร์ธรรมดาที่ต้องเปิด-ปิดคอมเพรสเซอร์ตลอดเวลา แอร์อินเวอร์เตอร์ จะปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ให้ลดลงเมื่ออุณหภูมิใกล้เคียงกับที่ตั้งไว้ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ


  • • ควบคุมความชื้นได้ดีกว่า: การทำงานต่อเนื่องที่รอบต่ำช่วยให้แอร์มีเวลาในการดึงความชื้นออกจากอากาศได้นานขึ้น ทำให้ห้องเย็นสบายและแห้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • • ประหยัดพลังงาน: ไม่มีการกระชากไฟจากการเปิด-ปิดคอมเพรสเซอร์บ่อยๆ ทำให้ประหยัดค่าไฟได้มากกว่าแอร์ธรรมดาถึง 30-50%
  • • อุณหภูมิคงที่: ไม่มีปัญหาห้องร้อนสลับเย็น ทำให้รู้สึกสบายตัวตลอดคืน
  • • ทำงานเงียบ: รอบการทำงานที่สม่ำเสมอช่วยลดเสียงรบกวน เหมาะสำหรับห้องนอน


สรุป: เลือกแอร์สำหรับหน้าฝนอย่างไรให้คุ้มค่า?


  • • คำนวณ BTU ให้เหมาะสมกับห้อง: ใช้สูตรคำนวณและพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น แสงแดด จำนวนคน และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน
  • • เน้นฟังก์ชันลดความชื้น: เลือกแอร์ที่มีโหมด Dry Mode หรือที่สามารถปรับลดความชื้นได้
  • • พิจารณาแอร์ Inverter: หากงบประมาณถึง แอร์ Inverter คือตัวเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะสามารถควบคุมความชื้นได้ดี ประหยัดไฟ และทนทานกว่า


การเลือกแอร์ให้เหมาะสมกับฤดูกาลจะช่วยให้คุณได้ห้องที่เย็นสบายอย่างแท้จริง และยังช่วยประหยัดค่าไฟได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่ความชื้นคือปัจจัยสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม


📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:

🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม

🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus

📱 LINE: @damronghomeplus

📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855

🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

อ่านเพิ่มเติม
LINE Icon LINE Facebook 043-761599